เยอรมนีสั่งสวมแมสก์ในพื้นที่มีอัตราติดโควิดสูง

รัฐบาลเยอรมนียกระดับมาตรการควบคุมทางสังคม เพื่อหวังตัดวงจรการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 รวมถึงการให้ประชาชนใน “พื้นที่เสี่ยงสูง” ต้องสวมหน้ากากอนามัย และการจำกัดการรวมตัวในสถานที่สาธารณะ หลังอัตราการติดเชื้อพุ่งเป็นสถิติสูงสุด นับตั้งแต่ปลายเดือนมี.ค.

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี เมื่อวันที่ 15 ต.ค. ว่านายกรัฐมนตรีอังเกลา แมร์เคิล แถลงผ่านสถานีโทรทัศน์แห่งชาติ เมื่อวันพุธ หลังหารือร่วมกับผู้ว่าการทั้ง 16 รัฐ เกี่ยวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ภายในเยอรมนี ว่าอัตราการติดเชื้อกลับมาเพิ่มแบบทวีคูณ ภาครัฐจึงจำเป็นต้องดำเนินการเพื่อยับยั้งสถานการณ์
  
ทั้งนี้ พื้นที่แห่งใดก็ตามซึ่งตราอุบัติการณ์ของโรค หรือค่า “ไออาร์” ในรอบ 7 วันล่าสุด สูงกว่า 35 ต่อประชากร 100,000 คน ประชาชนในพื้นที่นั้นต้องสวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้า เมื่ออยู่ในสถานที่สาธารณะทุกแห่ง “ซึ่งการรักษาระยะห่างเป็นเรื่องที่ปฏิบัติลำบาก” ขณะที่การรวมตัวของประชาชนในพื้นที่กลางแจ้งต้องไม่เกิน 25 คน และสูงสุด 15 คนเมื่ออยู่ภายในอาคาร

สำหรับพื้นที่ซึ่งมีอัตราไออาร์สูงกว่า 50 ต่อประชากร 100,000 คนในรอบ 7 วันล่าสุด จะต้องอยู่ภายใต้มาตรการควบคุมทางสังคม “ที่เข้มข้นกว่านั้น”  ซึ่งรวมถึงเคอร์ฟิวร้านอาหารและผับ ระหว่างเวลา 23.00 น. ถึง 06.00 น.ของแต่ละวัน อย่างไรก็ตาม รัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่นทั้ง 16 รัฐยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงกันได้ ในประเด็นการปิดพรมแดนระหว่างรัฐ และการใช้มาตรการกักตัว 14 วันกับบุคคลซึ่งเดินทางมาจากพื้นที่เสี่ยง เช่นกรุงเบอร์ลิน และเมืองแฟรงก์เฟิร์ต โดยจะหารือกันอีกครั้งในวันที่ 8 พ.ย. นี้
 
ด้านนพ.โลธาร์ วีเลอร์ ผู้อำนวยการสถาบันโรเบิร์ต ค็อก ( อาร์เคไอ ) ซึ่งเป็นศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของเยอรมนี “ขอความร่วมมือ” ให้ประชาชนเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ ขณะที่ต่อมาอาร์เคไอรายงานสถานการณ์สถิติเกี่ยวกับโรคโควิด-19 ในรอบ 24 ชั่วโมงล่าสุด จนถึงช่วงรุ่งสางของวันพฤหัสบดีตามเวลาท้องถิ่น ว่าจำนวนผู้ติดเชื้อสะสมอยู่ที่อย่างน้อย 341,223 คน เพิ่มขึ้น 6,638 คน เป็นสถิติสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 28 มี.ค. ซึ่งวันนั้นพบผู้ป่วย 6,294 คน และเสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 9,710 คน เพิ่มขึ้น 33 คน

This entry was posted in News.